จากกรณีที่ลูกเรือประมงไทยจำนวน 32 คน ได้รับความเดือดร้อนจากการถูกลอยแพในระหว่างการทำประมงที่ประเทศโซมาเลีย และได้รับความช่วยเหลือให้เดินทางกลับประเทศไทยเมื่อเดือนสิงหาคม 2562 โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงแรงงาน ซึ่งลูกเรือทั้งหมดได้แจ้งความประสงค์ให้กระทรวงแรงงานติดตามค่าจ้างค้างจ่ายจากนายจ้างชาวอิหร่านและชาวโซมาเลีย เนื่องจากมีการเดินทางไปทำงานในน่านน้ำอิหร่านก่อนเดินทางไปทำการประมงในน่านน้ำโซมาเลียและเกิดเหตุถูกลอยแพ
กระทรวงแรงงาน (โดยสำนักประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ ฝ่ายแรงงาน ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรมการจัดหางาน) และองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ประกอบด้วยสำนักงานกฎหมายเอสอาร์ (S R Law) ศูนย์อภิบาลผู้เดินทางทางทะเล (Stella Maris) และมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (HRDF) ได้ร่วมกันหาแนวทางช่วยเหลือแรงงานประมงดังกล่าว โดยการลงพื้นที่ที่เป็นภูมิลำเนาของกลุ่มแรงงานได้แก่ สุรินทร์ บุรีรัมย์ เพื่อติดตามข้อเท็จจริงและเก็บรวบรวมหลักฐานการจ้าง และพบว่านายจ้างต่างชาติทั้งสองสัญชาติต่างมีตัวแทนที่เป็นคนไทยคอยดำเนินการติดต่อกลุ่มคนงาน ทั้งการรวบรวมคนเพื่อไปทำงาน ดูแลเรื่องการเดินทาง การจ่ายเงินเดือน การแบ่งประโยชน์จากการจำหน่ายปลา และอื่นๆ รวมทั้งการลงนามในสัญญาจ้างบางฉบับแทนนายจ้าง และข้อมูลจาก สนร. ณ กรุงอาบูดาบี ซึ่งได้มีการติดต่อสอบถามนายจ้างชาวอิหร่านและชาวโซมาเลีย แจ้งว่า นายจ้างยืนยันว่าได้จ่ายค่าจ้างผ่านตัวแทนคนไทยดังกล่าวมาโดยตลอดโดยไม่มีการติดค้าง
จากหลักฐานต่าง ๆ ที่เก็บรวบรวมจากกลุ่มแรงงานประมงดังกล่าว ขณะนี้ ตัวแทนนายจ้างซึ่งเป็นคนไทยถูกฟ้องใน 2 ข้อหาคือ
- จัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พรบ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
- การค้างจ่ายค่าจ้างลูกเรือประมงจำนวน 26 คน (ที่ลงชื่อในคำร้อง) รวมประมาณ 6.5 ล้านบาท (ยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานกลาง) ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2562 ได้มีแรงงานประมงไทยกลุ่มเดียวกัน ร่วมลงชื่อเป็นผู้ร้องเพิ่มอีก 3 คนเป็น 29 คน
ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานและองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ดังกล่าวข้างต้น ได้มีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิดเพื่อหาแนวทางเรียกร้องสิทธิประโยชน์ของแรงงานประมงไทยทั้งหมดให้ประสบความสำเร็จ
———————–




