Skip to main content

สำนักบริหารทรัพยากรบุคคล สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน

สรุป เอกสารสรุปงานวิจัย “ศักยภาพของการห้ามนำเข้า เพื่อแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับ” โดย องค์การแรงงานระหว่างประเทศ

pll_content_description

Thai Summary Prepared by: Ministry of Labour, Thailand

Source Material: The Potential of Import Bans to Address Forced Labour | Research Brief

Originally published by: International Labour Organization (ILO)

Sourcehttps://www.ilo.org/sites/default/files/2026-02/Research%20Brief_The%20Potential%20of%20Import%20Bans%20to%20Address%20Forced%20Labour_Final.pdf

 

บทสรุปงานวิจัยฉบับนี้วิเคราะห์ถึงศักยภาพของมาตรการห้ามนำเข้าสินค้า (Import Bans) ในฐานะเครื่องมือทางนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีนัยสำคัญต่อการศึกษาและพัฒนายุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน โดยมีประเด็นสำคัญทางวิชาการดังต่อไปนี้:

1. บริบทและสถานการณ์ปัจจุบันของปัญหาแรงงานบังคับ

  • กำไรทั่วโลกที่เกิดจากการใช้แรงงานบังคับมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยประมาณการว่าเพิ่มขึ้นจาก 1.72 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี ค.ศ. 2014 เป็น 2.36 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี ค.ศ. 2024

  • จำนวนผู้ตกเป็นเหยื่อของการใช้แรงงานบังคับในแต่ละวันเพิ่มขึ้นจากประมาณ 25 ล้านคนในปี ค.ศ. 2016 เป็น 28 ล้านคนในปี ค.ศ. 2021

  • กว่าร้อยละ 85 ของกรณีการใช้แรงงานบังคับเกิดขึ้นในภาคเอกชน รวมถึงบุคคล กลุ่มบุคคล หรือบริษัท

2. กลไกทางกฎหมายของมาตรการห้ามนำเข้า

แนวคิดในการจำกัดการเข้าถึงตลาดสำหรับสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับได้รับความสำคัญมากขึ้น โดยมีการนำมาตรการนี้ไปบังคับใช้ในหลายประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา เม็กซิโก และล่าสุดคือสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งมีกลไกการดำเนินงานที่แตกต่างกันดังนี้:

  • สหรัฐอเมริกาและแคนาดา: หน่วยงานศุลกากรมีอำนาจโดยตรงในการสืบสวนและตัดสินใจว่าสินค้าใดผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ รวมถึงมีอำนาจบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้า ณ ด่านพรมแดน

  • สหภาพยุโรปและเม็กซิโก: แยกหน่วยงานที่ทำหน้าที่สืบสวนและตัดสินใจออกจากการบังคับใช้ โดยหน่วยงานศุลกากรจะมีหน้าที่เพียงดำเนินการบังคับใช้ตามคำตัดสินของหน่วยงานหลัก

  • ภาระการพิสูจน์ (Burden of Proof) ในบางกฎหมาย เช่น กฎหมายของสหรัฐฯ (UFLPA) กำหนดให้ผู้นำเข้าต้องเป็นผู้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน ในขณะที่กฎหมายของสหภาพยุโรปและเม็กซิโก ภาระการพิสูจน์จะตกอยู่กับหน่วยงานของรัฐ

3. กรณีศึกษาและผลสัมฤทธิ์ของมาตรการ

มาตรการห้ามนำเข้ามีศักยภาพในการสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจและผลักดันให้เกิดการเยียวยาในระดับบริษัทอย่างเป็นรูปธรรม

  • กรณีศึกษาอุตสาหกรรมถุงมือยางในประเทศมาเลเซีย: การถูกระงับการนำเข้าจากหน่วยงานศุลกากรสหรัฐฯ ประกอบกับมาตรการต่อเนื่องจากแคนาดาและนอร์เวย์ สร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง (ประมาณการสูญเสียรายได้กว่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ผลักดันให้ผู้ประกอบการต้องจ่ายเงินคืนค่าธรรมเนียมการจัดหางานแก่แรงงานข้ามชาติ ปรับปรุงที่พักอาศัย และแก้ไขนโยบายทรัพยากรบุคคล เพื่อให้บรรลุเงื่อนไขในการยกเลิกมาตรการห้ามนำเข้า

  • กรณีศึกษาข้อตกลง Dindigul ในประเทศอินเดีย: แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder Engagement) เมื่อโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าถูกคำสั่งระงับการนำเข้า การเจรจาทางสังคมระหว่างบริษัท ผู้ซื้อ สหภาพแรงงาน และองค์กรพัฒนาเอกชน นำไปสู่การทำข้อตกลงร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาความรุนแรงและแรงงานบังคับ ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยให้สหรัฐฯ ยกเลิกคำสั่งห้ามนำเข้าได้ในที่สุด

4. ข้อจำกัดและบทสรุปเชิงนโยบาย

  • แม้มาตรการห้ามนำเข้าจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ดีในการแก้ไขปัญหา แต่ไม่สามารถจัดการกับปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เป็นต้นตอของแรงงานบังคับได้ด้วยตัวมันเอง เช่น ปัญหาข้อจำกัดทางกฎหมายในการรวมตัวเป็นสหภาพของแรงงานข้ามชาติ หรือข้อจำกัดด้านกำลังคนของพนักงานตรวจแรงงาน

  • อาจเกิดผลกระทบเชิงลบที่ไม่ได้ตั้งใจ เช่น การเลิกจ้างแรงงานหากโรงงานต้องปิดตัวลง การลดกำลังการผลิต หรือการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่น

  • การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยความพยายามร่วมกัน (Synergistic effort) โดยบูรณาการมาตรการห้ามนำเข้าควบคู่ไปกับการปรับปรุงกฎหมายแรงงานภายในประเทศและการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงต้องมีการประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระดับท้องถิ่น

ที่มาhttps://www.ilo.org/sites/default/files/2026-02/Research%20Brief_The%20Potential%20of%20Import%20Bans%20to%20Address%20Forced%20Labour_Final.pdf

 

สำนักงานเลขานุการศูนย์บัญชาการป้องกันการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน (สล.ศปคร.)
กระทรวงแรงงาน

TOP