Skip to main content

สำนักบริหารทรัพยากรบุคคล สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน

เมื่อ “เหยื่อ” ถูกเปลี่ยนเป็น “อาชญากร”: รู้จัก Forced Criminality รูปแบบการค้ามนุษย์ที่ซ่อนตัวอยู่หลังคดีอาญา

pll_content_description

เมื่อ “เหยื่อ” ถูกเปลี่ยนเป็น “อาชญากร”:

รู้จัก Forced Criminality รูปแบบการค้ามนุษย์ที่ซ่อนตัวอยู่หลังคดีอาญา

เมื่อพูดถึง “การค้ามนุษย์” หรือ “การบังคับใช้แรงงาน” ภาพจำของคนส่วนใหญ่มักนึกถึงการใช้แรงงานอย่างหนักในโรงงานนรก หรือการถูกบังคับค้าประเวณี แต่ในยุคดิจิทัล ภัยคุกคามนี้ได้พัฒนารูปแบบไปสู่ความซับซ้อนที่อันตรายยิ่งกว่า นั่นคือ “การบังคับให้กระทำผิดทางอาญา” (Forced Criminality) ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบการค้ามนุษย์ที่กำลังเติบโตและสร้างผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะในภูมิภาคของเรา

Forced Criminality คืออะไร?

การบังคับให้กระทำผิดทางอาญา คือกระบวนการที่กลุ่มอาชญากรข้ามชาติ หลอกลวงและบังคับขู่เข็ญบุคคลให้เข้าไปมีส่วนร่วมในการกระทำผิดกฎหมาย รูปแบบที่เราเห็นได้ชัดเจนที่สุดในปัจจุบันคือ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” (Scam Centers) ที่ระบาดหนักตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการบังคับให้ลักลอบขนยาเสพติด หรืออาชญากรรมทางไซเบอร์อื่นๆ

จาก “ความหวัง” สู่ “กับดัก”

ขบวนการเหล่านี้มักเริ่มต้นด้วยความแยบยล พวกเขาไม่ได้จับตัวเหยื่อมาดื้อๆ แต่มักใช้ “การหลอกลวง” (Deception) โดยเสนอตำแหน่งงานในต่างประเทศที่ดูดี มีรายได้สูง และสวัสดิการจูงใจ

แต่เมื่อเหยื่อเดินทางไปถึงฝันร้ายจึงเริ่มต้นขึ้น…

การยึดเอกสารประจำตัว: พาสปอร์ตและบัตรประชาชนถูกยึด

การจำกัดเสรีภาพ: ถูกขังอยู่ในอาคารที่มีเวรยามแน่นหนา

การข่มขู่และการทำร้ายร่างกาย: หากทำยอดหลอกลวงไม่ได้ตามเป้า หรือพยายามหลบหนี จะถูกทรมาน ทั้งทางร่างกายและจิตใจ

ภาวะหนี้ผูกพัน (Debt Bondage): อ้างค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อบีบบังคับให้ต้องทำงานใช้หนี้ที่ไม่มีวันหมด

เส้นแบ่งที่เลือนลางระหว่าง “อาชญากร” กับ “ผู้เสียหาย”

ความท้าทายที่สุดของการจัดการคดี Forced Criminality คือ เมื่อมีการบุกทลายแหล่งอาชญากรรม บุคคลเหล่านี้มักถูกมองว่าเป็น “ผู้กระทำผิด” ในสายตากฎหมายทันที

สิ่งสำคัญที่เจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติงานต้องตระหนักคือ หลักการไม่เอาผิด (Non-Punishment Principle) ซึ่งกำหนดว่าผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ไม่ควรถูกลงโทษจากการกระทำผิดกฎหมายที่พวกเขาถูกบังคับให้ทำ การคัดแยกเหยื่อออกจากอาชญากรจึงเป็นหัวใจสำคัญ โดยเราสามารถนำ ตัวชี้วัดการบังคับใช้แรงงาน 11 ประการ ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) (เช่น การหลอกลวง, การกักขัง, การข่มขู่, สภาพการทำงานและสภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้าย) มาใช้เป็นกรอบในการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน

ทางออกและการป้องกัน

การแก้ปัญหา Forced Criminality ไม่สามารถทำได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันผ่านระบบการส่งต่อและฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อติดตามและช่วยเหลือผู้เสียหายได้อย่างทันท่วงที

สำหรับประชาชนทั่วไป การป้องกันที่ดีที่สุดคือ “ความรู้เท่าทัน” * ตรวจสอบก่อนเชื่อ: หากมีข้อเสนอการจ้างงานต่างประเทศที่รายได้ดีเกินจริง ให้ตรวจสอบกับกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ทุกครั้ง

ไม่ลักลอบทำงานผิดกฎหมาย: การเดินทางไปทำงานต่างประเทศควรผ่านช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้ได้รับการคุ้มครอง

แจ้งเบาะแส: หากพบเห็นหรือสงสัยว่าบุคคลใดตกเป็นเหยื่อของการบังคับให้กระทำผิด ควรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที

“เพราะเหยื่อของการค้ามนุษย์… ต้องการความช่วยเหลือ ไม่ใช่กรงขัง” การทำความเข้าใจมิติที่ซับซ้อนของ Forced Criminality คือก้าวสำคัญที่จะช่วยดึงพวกเขาออกจากขุมนรก และนำตัวอาชญากรที่แท้จริงมาลงโทษตามกฎหมายได้อย่างเด็ดขาด

ภัยร้ายยุคดิจิทัล! รู้จัก “Forced Criminality” เมื่อการหลอกไปทำงานต่างประเทศ จบลงที่การบังคับให้เป็นอาชญากร #ForcedCriminality #ค้ามนุษย์ #แก๊งคอลเซ็นเตอร์ #เหยื่อไม่ใช่อาชญากร #รู้ทันค้ามนุษย์ #กระทรวงแรงงาน #สายด่วน1506

                                                                                    

                                                        สำนักงานเลขานุการศูนย์บัญชาการ

ป้องกันการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน (สล.ศปคร.)

TOP