
Thai Summary Prepared by: Ministry of Labour, Thailand
Source Material: The Potential of Import Bans to Address Forced Labour | Research Brief
Originally published by: International Labour Organization (ILO)
บทสรุปงานวิจัยฉบับนี้วิเคราะห์ถึงศักยภาพของมาตรการห้ามนำเข้าสินค้า (Import Bans) ในฐานะเครื่องมือทางนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีนัยสำคัญต่อการศึกษาและพัฒนายุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน โดยมีประเด็นสำคัญทางวิชาการดังต่อไปนี้:
1. บริบทและสถานการณ์ปัจจุบันของปัญหาแรงงานบังคับ
-
กำไรทั่วโลกที่เกิดจากการใช้แรงงานบังคับมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยประมาณการว่าเพิ่มขึ้นจาก 1.72 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี ค.ศ. 2014 เป็น 2.36 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี ค.ศ. 2024
-
จำนวนผู้ตกเป็นเหยื่อของการใช้แรงงานบังคับในแต่ละวันเพิ่มขึ้นจากประมาณ 25 ล้านคนในปี ค.ศ. 2016 เป็น 28 ล้านคนในปี ค.ศ. 2021
-
กว่าร้อยละ 85 ของกรณีการใช้แรงงานบังคับเกิดขึ้นในภาคเอกชน รวมถึงบุคคล กลุ่มบุคคล หรือบริษัท
2. กลไกทางกฎหมายของมาตรการห้ามนำเข้า
แนวคิดในการจำกัดการเข้าถึงตลาดสำหรับสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับได้รับความสำคัญมากขึ้น โดยมีการนำมาตรการนี้ไปบังคับใช้ในหลายประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา เม็กซิโก และล่าสุดคือสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งมีกลไกการดำเนินงานที่แตกต่างกันดังนี้:
-
สหรัฐอเมริกาและแคนาดา: หน่วยงานศุลกากรมีอำนาจโดยตรงในการสืบสวนและตัดสินใจว่าสินค้าใดผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ รวมถึงมีอำนาจบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้า ณ ด่านพรมแดน
-
สหภาพยุโรปและเม็กซิโก: แยกหน่วยงานที่ทำหน้าที่สืบสวนและตัดสินใจออกจากการบังคับใช้ โดยหน่วยงานศุลกากรจะมีหน้าที่เพียงดำเนินการบังคับใช้ตามคำตัดสินของหน่วยงานหลัก
-
ภาระการพิสูจน์ (Burden of Proof) ในบางกฎหมาย เช่น กฎหมายของสหรัฐฯ (UFLPA) กำหนดให้ผู้นำเข้าต้องเป็นผู้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน ในขณะที่กฎหมายของสหภาพยุโรปและเม็กซิโก ภาระการพิสูจน์จะตกอยู่กับหน่วยงานของรัฐ
3. กรณีศึกษาและผลสัมฤทธิ์ของมาตรการ
มาตรการห้ามนำเข้ามีศักยภาพในการสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจและผลักดันให้เกิดการเยียวยาในระดับบริษัทอย่างเป็นรูปธรรม
-
กรณีศึกษาอุตสาหกรรมถุงมือยางในประเทศมาเลเซีย: การถูกระงับการนำเข้าจากหน่วยงานศุลกากรสหรัฐฯ ประกอบกับมาตรการต่อเนื่องจากแคนาดาและนอร์เวย์ สร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง (ประมาณการสูญเสียรายได้กว่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ผลักดันให้ผู้ประกอบการต้องจ่ายเงินคืนค่าธรรมเนียมการจัดหางานแก่แรงงานข้ามชาติ ปรับปรุงที่พักอาศัย และแก้ไขนโยบายทรัพยากรบุคคล เพื่อให้บรรลุเงื่อนไขในการยกเลิกมาตรการห้ามนำเข้า
-
กรณีศึกษาข้อตกลง Dindigul ในประเทศอินเดีย: แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder Engagement) เมื่อโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าถูกคำสั่งระงับการนำเข้า การเจรจาทางสังคมระหว่างบริษัท ผู้ซื้อ สหภาพแรงงาน และองค์กรพัฒนาเอกชน นำไปสู่การทำข้อตกลงร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาความรุนแรงและแรงงานบังคับ ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยให้สหรัฐฯ ยกเลิกคำสั่งห้ามนำเข้าได้ในที่สุด
4. ข้อจำกัดและบทสรุปเชิงนโยบาย
-
แม้มาตรการห้ามนำเข้าจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ดีในการแก้ไขปัญหา แต่ไม่สามารถจัดการกับปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เป็นต้นตอของแรงงานบังคับได้ด้วยตัวมันเอง เช่น ปัญหาข้อจำกัดทางกฎหมายในการรวมตัวเป็นสหภาพของแรงงานข้ามชาติ หรือข้อจำกัดด้านกำลังคนของพนักงานตรวจแรงงาน
-
อาจเกิดผลกระทบเชิงลบที่ไม่ได้ตั้งใจ เช่น การเลิกจ้างแรงงานหากโรงงานต้องปิดตัวลง การลดกำลังการผลิต หรือการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่น
-
การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยความพยายามร่วมกัน (Synergistic effort) โดยบูรณาการมาตรการห้ามนำเข้าควบคู่ไปกับการปรับปรุงกฎหมายแรงงานภายในประเทศและการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงต้องมีการประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระดับท้องถิ่น
สำนักงานเลขานุการศูนย์บัญชาการป้องกันการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน (สล.ศปคร.)
กระทรวงแรงงาน
ไฟล์แนบ:
pll_file_nameResearch Brief_The Potential of Import Bans to Address Forced Labour_Final (1)
วันที่สร้างวันที่สร้าง : 2026-04-10
